ธนาคารทหารไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2488 เปิดทำการเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนิน จากแรกเริ่มมีพนักงานแค่ 26 คน เงินทุนเริ่มต้น 10 ล้านบาท ตอนนี้ธนาคารมีพนักงานมากถึง 8,000 คน เปิดให้บริการทั่วประเทศ 430 สาขา และมีสาขาในต่างประเทศด้วย เช่น เวียงจันทน์ หมู่เกาะเคย์แมน ฯลฯ เป้าหมายหลักของธนาคารคือ การมอบบริการด้านธุรกรรมให้กับหน่วยงานทหาร และข้าราชการ

นับแต่เริ่มดำเนินงานมาในช่วงปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ธนาคารก็เติบโตขึ้นและขยายขนาดของกิจการขึ้นในทุกปี ด้านการดำเนินงานของธนาคารได้ขยายไปสู่ภาคธุรกิจและเอกชน เพื่อตอบสนองกับกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จากการที่มุ่งเน้นให้บริการแค่ในวงที่จำกัด ตอนนี้ธนาคารได้เปิดบริการให้กับประชาชนทั่วไป ภายใต้สโลแกนว่า “ทหารไทย รับใช้ประชาชน”

เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการลงทุน ธนาคารได้ย้ายสำนักงานไปอยู่ที่หัวมุมถนนพญาไท ซึ่งในปี พ.ศ.2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานชื่อให้ว่า “ธนาคารทหารไทย” โดยมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 100 ล้านบาท จากเดิมที่มีทุนเริ่มต้น 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบการดำเนินงานให้ทันสมัย ด้วยการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในเพื่อให้ทันยุคสมัยใหม่ ทำให้สามารถถอนเงินได้แม้ว่าจะอยู่ต่างสาขากัน

ในปี 2536 ได้มีการย้ายสำนักงานใหญ่มาที่ถนนพลโยธิน เราะมีความสะดวกในการดำเนินงานมากกว่า เพื่อที่จะได้ให้บริการลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ก่อนที่จะเปลี่ยนสภาพมาเป็น “บริษัทมหาชน จำกัด” ในปี พ.ศ. 2537 เมื่อเข้าช่วงปีที่ 2536 – 2538 ธนาคารได้เริ่มดำเนินการนโยบายใหม่ที่เรียกว่า “ก้าวสู่ธนาคารที่มีคุณภาพ” เป็นการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานภายใต้โครงการชื่อ Total Quality Service เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพระบบการสื่อสารของสำนักงานใหญ่กับสาขาย่อย ด้วยการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช่งาน อย่างการรับส่ง E-Mail ร่วมกับการใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้เป็นไปตามมาตฐาน ISO 9000

ในปี พ.ศ. 2541 ธนาคารได้รับการรับรองจากสถาบัน UKAS โดยทางธนาคารได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่จะมาทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารงานภายในของธนาคาร ซึ่งมีการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับเป็นผู้ตรวจสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักลงทุน หลังจากธนาคารได้ผ่านช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งมาแล้ว ทำให้มีการปรับโครงสร้างใหม่เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังจัดตั้งทีมใหม่ขึ้นมาเฝ้าจับตาดูสินเชื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารสูญเสียผลประโยชน์จากหนี้ที่ไม่ก่อรายได้

วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งกับการรีแบรนด์ใหม่ของ TMB

นับตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2540 เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ หรือรู้จักกันในชื่อ “ต้มยำกุ้ง” เป็นยุคตกต่ำของสถาบันการเงินถึงขีดสุด ไม่เว้นแต่ธนาคารทหารไทยเองก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย ทำให้ต้องมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ นอกจากนี้ยังมีการควบรวมกิจการกับสถาบันการเงินอื่นๆ ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของกองทัพน้อยลงเรื่อยๆ จากเดิมที่ใช้ชื่ออังกฤษว่า “Thai Military Bank” ที่สื่อความหมายว่าธนาคารของทหาร แต่เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ใช่ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน ในปี พ.ศ.2548 จึงได้มีการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของธนาคารใหม่ ให้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “TMB” หรือชื่อเต็มว่า “TMB BANK PUBLIC COMPANY LIMITED”

ในปี พ.ศ. 2550 ธนาคารได้มีการขายหุ้นให้กับสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ING Bank N.V. เป็นจำนวน 25,000 ล้านหุ้น โดยทางกองทัพก็ไม่ได้เพิ่มเงินลงทุนตาม ทำให้ตอนนี้กองทัพบกจึงเหลือสัดส่วนผู้ถือหุ้นในธนาคาร TMB เพิ่ง 1% โดยผู้ที่ถือหุ้นรายใหญ่สุดคือ “กระทรวงการคลัง” คิดเป็นประมาณ 25% และ ING Bank N.V. 25% อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้ถือหุ้นหลักจะไม่ใช่กองทัพอีกต่อไป แต่ทางธนาคารก็ยังคงใช้ชื่อธนาคารทหารไทยเช่นเดิม เพราะว่าผู้ถือหุ้นหลักอย่างกระทรวงการคลังนั้น ยังคงมีความเกรงใจต่อกองทัพบกอยู่นั่นเอง