หลายๆ คนนั้นอาจจะเคยได้ยินชื่อของเงินดิจิตอลหรือว่าบิทคอยน์ กันมาบ้างแล้วแต่เคยสงสัยกันมาว่าเงินดิจิตอลนั้นแตกต่างกับ เงินที่เป็นธนบัตรอย่างไร วันนี้เราจะมากล่าวถึงเรื่องนี้กัน

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เงินกระดาษ หรือ ธนบัตร ที่เราใช้กันอยู่นั้น คือ ตราสารที่ออกโดยธนาคารกลางโดยที่มีกฎหมายให้การยอมรับว่าสามารถที่จะใช้หนี้หรือชำระสินค้าและบริการได้ตามกฎหมาย และยังมีคุณสมบัติอีกอย่างคือ สามารถที่จะรักษามูลค่าได้และยังเป็นหน่วยหรือตัววัดมูลค่าอีกด้วย เพราะว่าการที่ธนาคารกลางจะพิมพ์ธนบัตรได้นั้นภาครัฐหรือธนาคารกลางเองจำเป็นที่จะต้องมีทุนสำรองในการรองรับเพื่อออกธนบัตร ทุนสำรองนั้นอาจจะมีค่าเป็นอย่างอื่นเช่น ทองคำ หรือ พันธบัตรของรัฐบาลต่างประเทศที่ยอมรับและมีความน่าเชื่อถือของสากล เช่น เงินสกุลดอลลาร์ เงินสกุลยูโร หรือเงินเยน เพื่อที่จะรองรับการแลกเปลี่ยนเงินสกุลหนึ่งไปอีกสกุลหนึ่ง หากเราเอาเงินไทยไปซื้อสินค้าที่ร้านในต่างประเทศนั้น ร้านค้าก็อาจจะไม่รู้จัก หรือหากรู้จักก็ไม่อาจที่จะรับได้ เพราะไม่ได้เป็นตราสารที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศนั้น ซึ่งเงินไทยนั้นจะไม่ต่างกับกระดาษใบหนึ่งเลย แต่หากนำธนบัตรไทยนั้นมาซื้อสินค้าในบ้านเราก็สามารถที่จะทำได้ หรือจะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน ดอลลาร์หรือยูโร ที่ธนาคารก็ย่อมได้ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นมีทุนสำรองระหว่างประเทศทำให้เงินบาทเป็นที่ยอมรับได้ แต่หากทำการแลกเงินประเทศหนึ่งมาอีกประเทศหนึ่ง หรือประเทศไทยเป็นเงินประเทศอื่นนั้น มูลค่าก็อาจจะไม่คงที่เนื่องจากการขึ้นและลงของค่าเงิน ในแต่ละช่วงมีการปรับตัวที่ไม่เท่ากันนั้นเอง

ทีนี้เรามาลองดูกันในส่วนของเงินดิจิตอล จริงๆ แล้วเงินดิจิตอลนั้นมีค่อนข้างหลากหลายสกุลเลยทีเดียว แต่หากเอาที่ผู้คนนิยมและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด ซึ่งหลายคนได้ยินและคุ้นหูหรือผ่านหูกันแน่นอนเลยนั้นก็คือ บิทคอยน์ นั้นเอง สำหรับเงินดิจิตอลนั้นจะไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐบาลใดเป็นผู้ออก ไม่ได้มีโลหะที่มีค่า อย่างทองคำ หรือพันธบัตรรัฐบาลใดเป็นทุนสำรองในการออก เพราะเงินชนิดนี้นั้นเริ่มต้นจากกลุ่มโปรแกรมเมอร์กลุ่มหนึ่งคิดค้นขึ้นเพื่อที่จะเป็นตัวกลาง ในการชำระสินค้า ระหว่างกัน ถ้าให้จะให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็เหมือนผู้เขียนได้ทำการเขียนเช็คหรือตั๋วสัญญาการใช้เงินเพื่อแลกกับสิ่งของให้กับผู้อ่าน โดยที่สิ่งนั้นผู้อ่านสามารถที่จะนำไปใช้ได้กับคนที่ยอมรับหรือกลุ่มคนที่ใช้วิธีนี้เช่นกัน หลายคนอาจจะกลัวการโกงหรือการก๊อบปี้ ผู้คิดค้นจึงได้มีการป้องกันเงินดิจิตอลไว้โดยการกระจายรหัสหรือการทำธุรกรรมแบบบล็อกเชน ไปในคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องในระบบอินเทอร์เน็ตจนทั่ว ทำให้การ Copy นั้นยากมากๆ เลยทีเดียว เพราะหากได้ทำการก๊อบปี้ส่วนใดส่วนหนึ่งได้หรือต่อให้หลายส่วนมาได้ แต่หากนำไปต่อกับรหัสส่วนอื่นที่กระจายไปแล้วก็จะรู้ได้ทันทีว่าปลอม หรือรหัสนั้นได้ใช้ในการทำธุรกรรมไปแล้วนั้นเอง ส่วนในเรื่องของการผลิตเงินดิจิตอลเพิ่มนั้น มิได้เกิดจากการมีทุนสำรองเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่ระบบนั้นจะได้ตั้งกติกาไว้ว่าจะให้เหรียญหรือเงินดิจิตอลใหม่กับคนที่ทำการเข้ามาร่วมตรวจสอบธุรกรรมที่ทำไปแล้วและเข้ารหัสในชั้นที่ยากขึ้นไป บางคนอาจจะสงสัยกันว่าทำไมถึงจำเป็นที่จะต้องให้เหรียญดิจิตอลเพิ่มให้แก่คนที่มาช่วยตรวจสอบธุรกรรมและการเข้ารหัส ก็เพราะว่าเมื่อธุรกรรมมากขึ้น และประวัติการทำธุรกรรมยาวขึ้นระบบการกระจายรหัสก็จำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงจำนวนคอมพิวเตอร์และความสามารถในการคำนวณมากขึ้นเรื่อยๆ